Fat Grafting เทคโนโลยีสุดล้ำที่ทำได้มากกว่าที่ใบหน้า

Fat Grafting
Fat Grafting

เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีที่ได้ใจสาวๆ หนุ่มๆ ไปเต็มๆ สำหรับ Fat Grafting ที่เป็นการเติมเต็มส่วนต่างๆ ของร่างกายด้วยไขมันของตัวเอง ดูดไขมันส่วนที่ไม่จำเป็นออก แล้วนำไปใช้เติมใส่ในส่วนที่เราต้องการนั้นเอง ได้ลดจุดที่อยากลด แล้วได้เพิ่มในจุดที่อยากเพิ่ม มีใครจะไม่ชอบบ้างค่ะ

ซึ่งบอกเลยว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นสุดที่ปลอดภัย ไร้กังวลเป็นอย่างมาก เพราะไขมันที่ดูดออกมา ก่อนที่จะถูกฉีดกลับเข้าไป จะต้องเข้าสู่กระบวนการปั่นแยกชั้น เพื่อดึงเอาไขมันที่บริสุทธิ์จริงๆ มาใช้ และเมื่อเราฉีดไขมันที่ปั่นแยกมาแล้วเข้าไป ร่างกายของเราจะไม่ต่อต้าน และจะผสานเข้าเป็นเซลล์เดียวกันอย่างง่ายดาย และให้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติ ดูไม่ออกว่าทำศัลยกรรมมาเลยทีเดียว ซึ่งจุดที่ผู้คนมักจะฉีดกันก็จะเป็นใบหน้า เพราะไขมันจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาร่องลึกต่างๆ รอยตีนกา ร่องแก้มมุมปาก หรือแม้แต่การทำให้หน้าผากโหนกนูน เดิมเต็มปลายจมูกหยดน้ำ ลดตาบนที่ลึกโหล แก้ปัญหาค้างสั้น หรือว่าแหลมเกินไป ปรับรูปหน้าให้เรียว แก้ปัญหาถุงใต้ตา หรือแม้แต่บริเวณที่ไม่ใช้ใบหน้า ไม่ว่าจะเป็น เสริมหน้าอก ฉีดแก้ปัญหามือเหี่ยวหรือเห็นเส้นเลือด ฉีดเสริมสะโพก แก้ปัญหารอยเหี่ยวบริเวณคอ และช่วยแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่ไปเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนแล้วเห็นเป็นบล็อกกลมๆ หรือร่องอกไม่ชิดกันได้ด้วย เพราะการฉีดไขมันเข้าไปจะช่วยให้หน้าอกดูเป็นธรรมชาติขึ้นและให้สัมผัสที่เหมือนของแท้

ข้อดีของการทำ Fat Grafting ยังมีอีกมาก และยังฉีดแก้ปัญหาได้หลายส่วนในร่างกาย งานนี้ถึงเรียกได้ว่า Fat Grafting เป็นการศัลยกรรสุดไฮเทคที่สาวๆ หนุ่มๆ ทุกคนรอคอยกันมานาน แถมยังถือเป็นการนำเอาไขมันที่ไม่มีค่า ไม่มีความสำคัญออกจากร่างกาย แล้วนำไปใช้ให้ถูกที่ถูกทางอีกด้วย

3 วิธีศัลยกรรมเสริมจมูก ยอดฮิตที่ใครๆ ก็กดไลค์

เสริมจมูก
เสริมจมูก

การศัลยกรรม คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นกันที่จมูก ก่อนเสมอ เพราะเมื่อจมูกโด่งเป็นสันได้รูป ก็จะช่วยให้หน้าดูมีมิติและสวยงามมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันการเสริมจมูกทำได้หลายวิธี แต่มีวิธีหลักๆ อยู่ 3 วิธีดังนี้

  1. การฉีดฟิลเลอร์ เป็นการเสริมจมูกที่ไม่ต้องผ่าตัด ใช้เวลาทำไม่นาน รวดเร็วเจ็บตัวน้อย แต่อยู่ได้เพียง 6-8 เดือนเท่านั้น และมีโอกาสที่จะเกิดการแพ้ได้ง่ายด้วย
  2. การใส่ซิลิโคน วิธีนี้ถือว่าได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเป็นการเสริมจมูกที่อยู่ได้ถาวร ใช้เวลาพักฟื้นร่างกายประมาณ 1 สัปดาห์ ทำง่ายราคาเอื้อมถึง แต่ก็มีข้อเสียเหมือนกัน เพราะซิลิโคนต้องใช้เวลานานกว่า 3 เดือน ถึงจะเป็นเนื้อเดียวกับจมูก ทำให้คนไข้ต้องดูแลตัวเองดีๆ หลังทำ ไม่อย่างนั้นมีโอกาสที่ซิลิโคนจะเอียง หรือเบี้ยวได้
  3. การเสริมจมูกด้วยไขมันตัวเอง หรือที่เรียกว่า แฟต กราฟติ้ง เป็นการศัลยกรรมจมูกแบบใหม่ที่นิยมเป็นอย่างมากในประเทศเกาหลีใต้ เพราะเป็นการดูดไขมันของเราเองในส่วนที่ไม่ต้องการไม่ว่าจะเป็นหน้าท้อง ต้นขา หรือสะโพก แล้วนำไขมันที่ได้มาคัดแยกแต่ไขมันที่ดี แล้วฉีดกลับเข้าไปที่จมูก ข้อดีของวิธีนี้คือ ไขมันที่ฉีดเข้าไปไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมของร่างกาย ทำให้ไม่มีการต่อต้าน แถมยังให้ความธรรมชาติและเป็นเนื้อเดียวกับจมูกเดิม แต่การฉีดไขมันที่จมูกจะอยู่ได้นาน 2 ปีในการทำครั้งแรก ต้องทำซ้ำอีกไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ถึงจะได้ทรงจมูกที่สวยและอยู่ได้อย่างถาวร

ใครที่กำลังคิดจะไปทำศัลยกรรมจมูก ก็ลองชั่งน้ำหนัก ศึกษาหาข้อมูลดูว่าอยากจะทำวิธีไหน อย่างไร เพราะบอกเลยว่าจมูก เป็นจุดเด่นของหน้า เมื่อจมูกพุ่งทรงสวยแล้ว ก็จะช่วยให้เรามั่นใจขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยละคะ

 

3 ตำแหน่งเสริมโหงวเฮ้ง ที่ทำแล้วมีแต่รุ่งกับรุ่ง

โหงวเฮ้ง
โหงวเฮ้ง

โหงวเฮ้ง เป็นทั้งศาสตร์และความเชื่อที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง หลายบริษัทเลือกพนักงานทั้งจากความรู้ ความสามารถ และยังดูจากโหงวเฮ้งด้วย แต่มีไม่กี่คนหรอกค่ะที่จะมีโหงวเฮ้งดี ไร้ที่ติ ดังนั้นหากเราไม่ต้องมีทุนที่ดีมาตั้งแต่ต้น ก็เพิ่มเติมโหงวเฮ้งที่ดีให้แก่ตัวเองได้ด้วยการทำศัลยกรรมปรับโหงวเฮ้งกัน ซึ่งมี 3 จุดที่สำคัญดังนี้

  1. จมูก

จมูกที่ดีนั้นจะต้องมีลักษณะที่เป็นสันตรง ได้รูปเป็นทรงที่สมส่วนกับใบหน้า ใครที่ไม่มีสันจมูก จมูกเบี้ยว คด ตามศาสตร์ของโหงวเฮ้งว่าจะมีปัญหาเรื่องเงินทอง รวมทั้งส่งผลต่อสุขภาพด้วย

  1. ดวงตา

ดวงตาที่ดีบอกเลยว่าต้องสดใส หางตาไม่ตกหรือดูเศร้าหมอง ซึ่งหลายๆ คนมักจะมีปัญหาที่รอยลึกรอบดวงตา ขอบตาดำ หรือลึกโบ๋ ลักษณะเหล่านี้แก้ปัญหาได้โดยการแฟตกราฟติ้ง หรือฉีดไขมันตัวเองเพื่อลบเรือนริ้วรอย เพราะเมื่อทำแล้ว ศาสตร์โหงวเฮ้งว่าจะทำให้มีเสน่ห์ ดวงเรื่องความรักดีขึ้น การงานก็จะดีขึ้นด้วย

  1. หน้าผาก

คนที่มีโหงวเฮ้งหน้าผากดีจะมีลักษณะที่โหนกนูน เต็มกว้าง ขมับเต็ม ไม่ยุบโบ๋ ซึ่งเชื่อกันว่าคนที่มีหน้าผากแบบนี้มักจะมีชีวิตที่ราบรื่น ไม่ขัดสบาย มีกินมีใช้ไม่ลำบาก จึงทำให้การศัลยกรรมปรับรูปหน้าผากด้วยไขมันตัวเอง กลายเป็นการศัลยกรรมยอดฮิตที่ได้มากว่าความสวย เพราะหน้าจะไร้ร่องลึก หน้าดูเด็กลง และได้มีโหงวเฮ้งที่ดีอีกด้วย

การศัลยกรรม จึงเป็นวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ได้มากกว่าความสวย ความมั่นใจ แต่ยังได้ปรับรูปหน้า เสริมโหงวเฮ้งให้เฮงๆ รวยขึ้นได้อีกด้วย สวยๆ หนุ่มๆ ที่ส่องกระจกแล้วไม่มีความมั่นใจ ทำอะไรติดๆ ขัดๆ ยังไงลองไปปรึกษาแพทย์เสริมโน้นเติมนี่กันดูนะจ๊ะ เพื่อการเปลี่ยนแปลงส่วนต่างๆ บนใบหนา อาจจะช่วยเปลี่ยนชีวิตคุณไปเลยก็ได้

ฉีดโบท็อกซ์ลดกราม แล้วต้องเคี้ยวหรือไม่เคี้ยวหมากฝรั่งกันแน่

โบท็อกซ์ เป็นสารจากธรรมชาติที่บอกเลยว่ามีประโยชน์ต่อทั้งวงการแพทย์และวงการศัลยกรรม เพราะนอกจากจะทำให้ใบหน้าเราไร้ริ้วรอยได้แล้ว ยังช่วยให้หน้าเรียวขึ้นได้ด้วยการฉีดโบท็อกซ์กราม ซึ่งเป้นที่ถดเถียงกันอย่างหนักว่า เมื่อฉีดโบท็อกซ์ลดกรามแล้ว ต้องเคี้ยวหรือว่าไม่เคี้ยวหมากฝรั่ง แล้วถ้าต้องเคี้ยว ต้องเคี้ยวนานเท่าไหร่ วันนี้เรามารู้คำตอบกันค่ะ

เมื่อเราฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดกรามนั้น หน้าที่ของสารโบท็อกซ์คือเข้าไปลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่เราใช้เคี้ยว เมื่อกลามเนื้อไม่ได้ทำงาน ตรงจุดนั้นก็จะเล็กลงได้หน้าก็ดูเรียวขึ้น ซึ่งหากเราฉีดโบท็อกซ์แล้วเคี้ยวหมากฝรั่งทันที โบท็อกซ์ก็จะเข้าไปทำงานได้ถูกจุด ไปลดการทำงานของกล้ามเนื้อได้ถูกที เพราะเราได้เคี้ยวหมากฝรั่งนำทางให้โบท็อกซ์เข้าไปกระจายตัวอยู่ในกล้ามเนื้อที่ใช้เคี้ยวแล้ว จึงทำให้การฉีดโบท็อกซ์ของเราเห็นผลมากขึ้น แต่คำเตือนคือ การกระจายตัวของสารโบท็อกซ์ใช้เวลาไม่นาน ดังนั้นเราจึงควรเคี้ยวหมากฝรั่งหลังฉีดโบท็อกซ์เพียงแค่ 30 นาทีก็เพียงพอแล้ว เพราะตัวยาได้ซึมซาบเข้าสู่กล้ามเนื้อหมดแล้ว ไม่ใช่ว่ายิ่งเคี้ยวมากๆ ยิ่งดีนะจ๊ะ แต่ยิ่งมากกลับส่งผลเสีย โดยหลังจาก 30 นาทีแล้ว ควรงดการเคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออะไรเหนียวๆ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อกลามกลับมาใหญ่เร็วกว่าเดิมได้ พูดง่ายๆ ว่า เคี้ยวแค่ 30 นาที ไม่ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดนั้นเอง

ใครที่กำลังวางแผลจะไป โบท็อกซ์กราม ก็อย่าลืมพกหมากฝรั่งติดตัวไว้ด้วยนะจ๊ะ และที่สำคัญเคี้ยวแค่ 30 นาที เพียงแค่นี้ การโบหน้าของเราก็จะเห็นผลเร็ว หน้าเรียวเล็กได้อย่างที่ใจเราต้องการ จะถ่ายรูป หรือหน้าจริง ก็ไม่ต้องพึ่งแอปอีกต่อไป

ดูแลตัวเองอย่างไร หลังทำศัลยกรรมหน้าอก

ต้องยอมรับว่าค่านิยมของบ้านเราชอบผู้หญิงที่มีหน้าอกหน้าใจขนาดใหญ่ ทำให้สาวๆ หลายคนสนใจอัพไซส์กันเยอะ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับสรีระของตัวเอง แต่สิ่งหนึ่งที่ควรรู้คือ หลังจากทำศัลยกรรมหน้าอกมาแล้ว การดูแลตัวเองถือว่าสำคัญอยากมาก ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่มักจะเข้าใจผิดกันอยู่หลายประการ วันนี้เรามาทำความเข้าใจกันให้ถูกต้องไปเลยคะ

  1. วันแรกหลังผ่าตัดมาเมื่อเอาสายระบายน้ำเหลืองออกแล้ว แพทย์จะคลายผ้าพันแผลลงเล็กน้อย และหลังจาก 3 วันหลังการผ่าตัด เราสามารถถอดผ้าพันแผลออกได้ แล้วเปลี่ยนไปใส่สปอร์ตบรา ประมาณ 4 สัปดาห์ ห้ามใส่บราที่มีเสริมโครงเด็ดขาด
  2. ท่านอนที่ถูกต้องหลังการผ่าตัดคือการนอนหงาย ห้ามนอนตะแคงหรือนั่งตัวง้อ เพื่อให้ซิลิโคนที่ในเข้าไปอยู่กับที่ และควรนอนให้ศีรษะอยู่สูงหน่อย เพื่อลดอาการบวม
  3. การอาบน้ำสามารถทำได้ เพราะแผลผ่าตัดสามารถถูกน้ำได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะนอนแช่ตัวลงในอ่างอาบน้ำเป็นเวลานานๆ เพราะมีโอกาสแผลอักเสบได้ ดังนั้นควรทำเพียงแค่อาบน้ำธรรมดาก็เพียงพอแล้ว
  4. การมีเพศสัมพันธ์ สามารถทำได้เมื่อผ่านสัปดาห์แรกของการผ่าตัดไปแล้ว แต่ควรงดการสัมผัสหน้าอก
  5. การนวดหน้าอกหลังการศัลยกรรม ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะปกติแล้วร่างกายของเราจะสร้างพังผืดมาล้อมซิลิโคนที่เราใส่เข้าไปไว้ หากถูกล้อมไว้มากเกินไป หน้าอกที่ทำอาจจะตึงๆ แข็งๆ ได้ หรือบิดเบี้ยวได้ ดังนั้นสัปดาห์แรกหลังการศัลยกรรม ก็ควรเริ่มนวดหน้าอกและทำอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป

ดูแลตัวเองหลังจากศัลยกรรมหน้าอกบอกเลยว่าไม่ยากอย่างที่คิด แต่ต้องอาศัยความอดทนและความสม่ำเสมอเป็นที่ตั้ง คุณก็จะได้หน้าอกอันใหม่ที่มีขนาดตามที่ต้องการ ช่วยให้มั่นใจมากขึ้นและช่วยสร้างเสน่ห์ให้แก่ตังคุณเองด้วย

 

ดูแลตัวเองอย่างไร หลังไปทำศัลยกรรมจมูก

ศัลยกรรมจมูก
ศัลยกรรมจมูก

เรื่องความสวยงามงาม เป็นสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะสาวแท้ สาวเทียม หนุ่มแท้ หนุ่มเทียม บอกเลยว่า จำเป็นต้องดูแลรักษารูปร่าหน้าตาให้ปังเป๊ะกันอยู่เสมอ การศัลยกรรมจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญกับชีวิตหนุ่มๆ สาวๆ ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก คนส่วนใหญ่ก่อนจะทำศัลยกรรมจะหาข้อมูล เช็คโน้นนี้แบบระเอียดยิบ แต่ลืมใส่ใจการดูแลตัวเองหลังทำศัลยกรรมมาแล้วซะได้ โดยวันนี้เรามีวิธีดูแลตัวเองของผู้ที่ไปศัลยกรรมจมูกมากฝากกันจ๊ะ

  1. ภายใน 24 ชั่วโมงหลังทำจมูกมา ไม่ควรออกไปไหน เพราะเป็นช่วงที่แผลยังติดเชื่อได้ง่าย ดังนั้นควรพักผ่อนอยู่กับบ้าน และควรลุกเดินบ่อยๆ ภายในบ้าน เพื่อให้เลือดได้สูบฉีด
  2. รับประทานอาหารอ่อนก่อนในระยะแรก โดยเฉพาะอาหารอ่อนที่มีส่วนผสมของ ฟักทอง และ ข้าวโพด เพราะเป็นผักที่ช่วยลดอาการบวมได้เป็นอย่างดี
  3. ใน 2 สัปดาห์แรก ต้องระวังเรื่องการไอ การจาม แม้ว่าเป็นอาการทางร่างกายที่อาจจะหลีกเลี่ยงยาก ดังนั้นทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดการไอการจาม โดยเฉพาะฝุ่น
  4. งดการแต่งหน้าในช่วงสัปดาห์แรก เพราะอาจจะยังไม่แห้งสนิท เครื่องสำอางอาจเข้าไปอุดตันได้
  5. ไม่ควรสูบบุหรี่ หรือไปอยู่ในที่ๆ มีคนสูบบุหรี่ ใน 2 สัปดาห์แรก เพราะควันของบุหรี่จะเข้าไปในโพรงจมูก ซึ่งอาจเกิดการอักเสบของแผลได้
  6. งดอาหารประเภทปิ้งย่างใน 2 สัปดาห์แรก เพราะควันของการปิ้งย่างอาจเป็นอันตรายต่อแผลผ่าตัดในโพรงจมูกของเราได้
  7. ทำตามคำสั่งหมออย่างเคร่งครัด และรักษาความสะอาดของบาดแผลให้ดี เพราะหากเกิดการติดเชื้อขึ้นแล้ว อาจลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้

ดูแลตัวเองง่ายๆ อย่างนี้ ก็จะทำให้อาการเจ็บหายได้เร็ว และไม่ต้องกังวลเรื่องการติดเชื้อของแผลอีกด้วย ใครที่อยากสวยต้องเรียนรู้และจดจำการปฏิบัติตัวเอาไว้ให้ดีนะจ๊ะ

ส่วนใครที่กำลังหาที่ศัลยกรรมเสริมจมูกดีๆ เราขอแนะนำที่นี่เลย Grand Esta – คลินิกศัลยกรรมความงามครบวงจรชั้นนำของไทย มาที่นี่ที่เดียวจบ เพราะที่นี่คือศูนย์รวมการดูแลความงามครบวงจร เข้าไปดูได้ที่ http://www.grandesta.com ได้เลยค่ะ หมอที่นี่น่ารัก ใจดี และเป็นกันเองมากๆเลยค่ะ

อาหารค้างคืน ต้มตุ๋น เสี่ยงลุ้นมะเร็ง

อาหารค้างคืน
อาหารค้างคืน

คนไทยเป็นโรคขี้เสียดาย เวลาทำอาหารแล้วเหลือก็มักจะเก็บเอาไว้ในตู้เย็น แล้วนำมาอุ่นกินต่อในวันรุ่งขึ้น และอุ่นซ้ำๆจนกว่าอาหารนั้นจะหมด ซึ่งการที่เรารับประทานอาหารที่ทำไว้ค้างคืน มีการต้ม ตุ๋น หรืออุ่นนานๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการก่อสร้างก่อมะเร็งได้ เรื่องนี้จะเป็นอย่างไร มาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ

อาหารเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆในชีวิตของเรา เพราะเป็นสิ่งที่เราต้องบริโภคเข้าไปทุกวัน วันละหลายๆมื้อ เพื่อประทังชีวิตให้เติบโตได้ แต่ในขณะเดียวกัน อาหารก็สามารถทำให้เราป่วยได้เช่นกันหากคุณเลือกรับประทานผิดประเภท หรือไม่ใส่ใจกับการเลือกอาหารที่ดี มีคุณภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่การเลือกชนิดอาหารเท่านั้นที่สำคัญ แต่กระบวนการในการปรุงอาหารซึ่งเปลี่ยนจากของดิบเป็นของสุกก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพไม่น้อย และหากรับประทานอาหารที่ผ่านความร้อนอย่างต่อเนื่องนานๆ ก็จะก่อให้เกิดโรคได้

สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่คุณควรทราบไว้ ก็คือ การรับประทานอาหารที่ผ่านกระบวนการมากๆ ผ่านความร้อนนานๆ จะทำให้คุณได้รับประโยชน์จากมันน้อยลง ทำให้คุณค่าโภชนาการในอาหารลดลง และการที่เราเปลี่ยนแปลงมันหรือใช้เวลาในการประกอบอาหารนานๆ อาหารก็อาจจะก่อให้เกิดสารพิษบางอย่าง ที่อาจมีผลอย่างยิ่งต่อสุขภาพในอนาคตได้

อาหารที่ผ่านกระบวนการมากๆ หรือการอุ่นอาหารซ้ำซาก อาจหมายถึงอาหารที่ถูกตุ๋นเป็นระยะเวลานานเกินกว่า 4 ชั่วโมง เช่น อาหารจำพวกพะโล้ หรือหมายรวมไปถึงอาหารสำเร็จรูปที่ซื้อมารับประทานแล้วทานไม่หมด จึงต้องนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรออุ่นกินใหม่ในมื้อถัดไปด้วย

เหตุผลที่อาหารที่ผ่านความร้อนนานๆไม่ดีต่อสุขภาพของเรา ก็เพราะเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโมเลกุลอาหาร โดยเฉพาะส่วนที่เป็นโปรตีน โดยเมื่อโปรตีนจากเนื้อสัตว์ถูกความร้อนจากการทำอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการเคี่ยว การต้ม หรือการตุ๋นเป็นเวลานาน อาหารจานนั้นก็จะมีโอกาสตรวจพบสารในกลุ่ม “เฮตเตอโรไซคลิกเอมีน (heterocyclic amine)” มากขึ้น ฟังแค่ชื่ออาจไม่คิดว่ามันเป็นอันตราย แต่ถ้าเราบอกคุณว่าสารตัวนี้มันเป็นสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ละ คุณเริ่มกลัวมากขึ้นแล้วหรือยัง

อย่าเพิ่งกังวลไปค่ะ มาทำความรู้จักกับสารในกลุ่มเฮตเตอโรไซคลิกเอมีนนี้กันก่อนดีกว่า สารในกลุ่มเฮตเตอโรไซคลิกเอมีนสามารแบ่งสารพิษได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มที่เกิดขึ้นในระดับความร้อนไม่สูงหรือน้อยกว่า300 องศาเซลเซียส กลุ่มนี้จะเป็นการรวมตัวกันของครีเอตินีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของน้ำในเนื้อสัตว์ อย่างที่เราจะเห็นกันเวลาที่เอาเนื้อสัตว์ออกจากตู้แช่แข็ง ก็มักจะมีของเหลวไหลออกมาเวลา และอีกตัวก็คือเมลลาร์ดรีแอคชันโพรดักซ์ ซึ่งเป็นสารสีน้ำตาลในเนื้อที่ถูกทอดหรือตุ๋น

2. กลุ่มที่เกิดขึ้นในระดับความร้อนสูงมากกว่า 300 องศาเซลเซียส จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนในเนื้อสัตว์ระหว่างปรุงอาหาร ยกตัวอย่างเช่น การปิ้ง การย่าง เป็นต้น

ทั้งนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะในเนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ในอาหารอื่นๆเช่นผักที่ถูกต้มหรือตุ๋นนานๆก็เสี่ยงด้วย เพราะไม่ใช่แค่คุณค่าทางโภชนาการที่จะลดลงเพียงเท่านั้น แต่รสชาติเปลี่ยนไป คุณสมบัติก็เปลี่ยน และหากคุณเก็บอาหารแบบไม่ดี ไร้การควบคุมทั้งอุณหภูมิและความชื้น โอกาสที่จุลินทรีย์จะเข้ามาปนเปื้อนก็เป็นไปได้ และย่อมทำให้เกิดอาการท้องเสียตามมา

หากยังไม่อยากป่วย ยังไม่อยากตายไว ก็ต้องหมั่นดูสุขภาพกันตั้งแต่วันนี้ โดยสิ่งที่เราอยากแนะนำให้คุณทำให้ได้เป็นประจำทุกวัน ก็คือ การรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ง่ายๆดังนี้

1. กินอาหารให้หลากหลาย ไม่จำเจ และที่สำคัญต้องครบ 5 หมู่

2. กินผักต่างๆ ที่หลากหลาย ไม่จำเจ มื้อละอย่างน้อย 2 ทัพพี

3. กินผลไม้มื้อละ 1 – 2 ส่วน โดยเน้นผลไม่ที่ไม่มีรสหวานมากเกินไป และมีวิตามิน แร่ธาตุ หรือใยอาหารที่เหมาะสม

4. เลือกวัตถุดิบในการปรุงอาหารที่ปลอดภัย ไม่มีสารตกค้างจากยาฆ่าแมลง หรือไร้การปนเปื้อนสารเคมี

5. ลดอาหารหวาน มัน เค็ม หรือใช้กะทิเป็นส่วนประกอบ ส่วนน้ำมันก็ไม่ควรใช้น้ำมันทอดซ้ำ

6. ลดการกินอาหารแปรรูป หรืออาหารที่ใส่สีมากเกินธรรมชาติ ควรกินแต่อาหารที่ปรุงสุกใหม่ ร้อนๆ

7. หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ปรุงค้างคืน โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนประกอบของกะทิ

8. รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หลักเกณฑ์ที่พิจารณาความปกติง่ายๆ ก็คือ “รอบเอว” โดยผู้ชายไม่ควรมีรอบเอวเกิน 90 ซม. ส่วนผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 ซม.

9. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที และทำให้ได้สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง

10. คิดบวก ไม่คิดมาก ทำจิตใจให้สบาย

หลักเกณฑ์ 10 ข้อนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก อยู่ที่ว่าคุณคิดจะเริ่มทำอย่างจริงจังเมื่อไหร่ เพราะหากคุณเลือกที่จะรับประทานอาหารที่ดี และปฏิบัติตนอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ สุขภาพที่แข็งแรงก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม

และเมื่อคุณพร้อมที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ โรคภัยร้ายๆก็คงไม่กลับมาหาคุณอีก และเพื่อความแข็งแรงและการมีสุขภาพดี อย่าลืมดูแลอาหารการกินของคุณตั้งแต่วันนี้นะคะ

ทานยาเลื่อนประจำเดือนอย่างไรให้ปลอดภัย

ประจำเดือน
ประจำเดือน

ประจำเดือน เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าคุณผู้หญิงยังเป็นสาวๆอยู่ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ประจำเดือนหมดไป นั่นก็หมายความว่าคุณจะหมดโอกาสที่จะให้กำเนิดลูก หรือเป็นช่วงวัยที่ฮอร์โมนในร่างกายไม่ปกติเหมือนเดิมอีกแล้ว
ซึ่งทำให้ประจำเดือนถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากต่อชีวิตของคุณผู้หญิง

แม้ว่ามันจะจำเป็นมากแค่ไหน สาวๆหลายคนก็ยังเข็ดขยาดกับการมาของมัน เพราะประจำเดือนจะสร้างความไม่สบายใจ ไม่สบายตัว และทำให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างยากลำบากมากขึ้นทั้งเวลากลางวันและกลางคืน

ยิ่งถ้าเดือนไหนประจำเดือนของคุณมาพร้อมๆกับแพลนเที่ยว ความยากลำบากในชีวิตจะเกิดขึ้นทันที ไหนจะกิจกรรมเที่ยวทะเล ดำน้ำดูปะการัง หรือเล่นน้ำสงกรานต์ ประจำเดือนล้วนแต่เป็นอุปสรรคต่อชีวิตของคุณทั้งสิ้น
และทำให้วันหยุดของคุณหมดสนุกไปได้ง่ายๆ

ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงเลือกทางออกด้วยการใช้ “ยาเลื่อนประจำเดือน” เลื่อนประจำเดือนที่ควรจะมาตอนนี้ให้ช้าออกไป ช่วงเวลาที่ไปเที่ยวจะได้ปลอดภัยไม่ต้องคอยกังวลเรื่องนี้ให้วุ่นวาย อย่างไรก็ตาม การฝืนธรรมชาติแบบนี้คงไม่ได้ผ่านมาแล้วผ่านไป เพราะจะมีผลต่อร่างกายเกิดขึ้นด้วย แต่จะมีมากหรือน้อยแค่ไหน ใครที่กำลังเป็นกังวลอยู่ต้องมาลองศึกษาเรื่องนี้กันให้ละเอียด เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

โดยทั่วไปแล้ว ยาเลื่อนประจำเดือนที่สาวๆใช้กันอย่างแพร่หลายจะเป็นยาเม็ดที่มีตัวยาสำคัญ เป็น นอร์-เอ-ทีส-เตอ-โรน (Norethisterone) หรือในชื่อทางการค้าว่า “ปรี-โม-ลุท-เอ็น (Primolut® N)“

ตัวยานี้จะมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนหรือฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของผู้หญิง ซึ่งการรับประทานยาชนิดนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆปัจจัย เพราะไม่ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะทานได้เสมอไปทั้งนี้ ถ้าคุณเข้าข่ายที่จะมีอาการเช่นนี้ ห้ามใช้ยาตัวดังกล่าวเด็ดขาด
1. กำลังตั้งครรภ์ หรือหญิงกำลังให้นมลูก

ยาเลื่อนประจำเดือนมีผลต่อทารกในครรภ์โดยเฉพาะทารกเพศหญิง ซึ่งอาจทำให้พัฒนาการของอวัยวะเพศภายนอกเปลี่ยนแปลงไปคล้ายกับเพศชายได้ ในขณะที่หญิงที่กำลังให้นมบุตรก็ไม่ควรทานยาตัวนี้เช่นกัน เนื่องจาก ตัวยาสามารถปนออกมากับน้ำนม
และเข้าสู่ร่างกายลูกน้อยได้

2. หญิงที่สูบบุหรี่ เป็นโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคหัวใจ

เนื่องจาก ยาตัวนี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการหลอดเลือดอุดตันได้
3. หญิงที่เป็นโรคตับขั้นรุนแรง

ตับเป็นอวัยวะกำจัดสารพิษ ดังนั้น หากตับทำงานไม่ดีก็จะทำให้เกิดการสะสมของตัวยาในร่างกายได้
4. หญิงที่เป็นนมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งที่อวัยวะเพศ

เนื่องจากยาตัวนี้อาจส่งเสริมการเจริญเติบโตของเนื้อร้ายได้ ถึงแม้จะรักษาหายแล้วก็ไม่ควรทาน เพราะอาจกระตุ้นให้เนื้อร้ายกลับมาอีกครั้งได้

นอกจากต้องรู้ว่าใครทานได้ทานไม่ได้แล้ว หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สามารถทานได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะทานเท่าไหร่ก็ได้ โดยคุณก็ต้องรู้คำแนะนำในการใช้ยาเลื่อนประจำเดือนด้วย ดังข้อมูลต่อไปนี้

1. ทานยาตอนไหนให้ได้ผล หากต้องการให้ยามีผลดีที่สุด ควรใช้ยาเลื่อนประจำเดือนก่อนวันที่คาดว่าจะมีประจำเดือน อย่างน้อย 3 วัน

2. ทานครั้งละเท่าไหร่    รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง (เช้าและเย็น) หรือวันละ 3 ครั้ง (เช้า กลางวัน และเย็น) ทานจนกว่าจะผ่านช่วงที่คุณไม่อยากมีประจำเดือน แต่ไม่ควรใช้ยานานเกิน 2 สัปดาห์

3. ประจำเดือนจะกลับมาเมื่อไหร่ และมีผลต่อรอบถัดไปอย่างไร หลังจากหยุดยา ประจำเดือนจะกลับมาภายใน 2-3 วัน โดยรอบใหม่จะมาเป็นปกติ เหมือนเราเริ่มรีเซตวันแรกของประจำเดือนใหม่ แต่หากหยุดใช้ยาเกิน 1 สัปดาห์แล้วประจำเดือนยังไม่มา ควรรีบเข้าปรึกษาแพทย์ทันที

4. รับประทานยาคุมกำเนิดอยู่ สามารถใช้ยาเลื่อนประจำเดือนได้หรือไม่? คุณสามารถใช้ยาสองชนิดนี้พร้อมกันได้ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น ทั้งนี้ ให้ใช้หลักการเดียวกับยา นอร์-เอ-ทีส-เตอ-โรน คือ ให้รับประทานเฉพาะเม็ดที่ประกอบด้วยตัวยา (ไม่ใช่เม็ดยาหลอกที่เป็นเม็ดแป้ง) เพื่อป้องกันไม่ให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมา แต่ถ้าจะให้ดี ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรร่วมด้วย

5. ผลข้างเคียงหากรับประทานยาเลื่อนประจำเดือนบ่อยๆ อาจพบอาการไม่พึงประสงค์ต่างๆ เช่น รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนมาถี่แต่กะปริบกะปรอย หรือประจำเดือนขาด ปวดศีรษะ คัดตึงเต้านม คลื่นไส้และเวียนศีรษะ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่ายาเลื่อนประจำเดือนค่อนข้างมีประโยชน์ต่อสาวๆในวัยเจริญพันธุ์ ทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่ไม่อยากให้มีประจำเดือนได้ง่ายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การพยายามฝืนธรรมชาติย่อมไม่ใช่เรื่องดี และเป็นการทำร้ายตัวเองทีละน้อยๆ ซึ่งเราอาจไม่เห็นผลร้ายของมันตั้งแต่ในครั้งแรก แต่หากเราเคยชินและใช้มันแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ ปัญหาก็จะเกิดขึ้นในที่สุด

ดังนั้น ก่อนการใช้ยาเลื่อนประจำเดือนทุกครั้งจึงควรพิจารณาให้รอบคอบ ถามตัวเองว่าคุณจำเป็นใช้มันจริงๆหรือไม่ และใช้ด้วยวิธีที่ถูกต้อง ในปริมาณที่พอเหมาะพอดี

จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียจากการใช้ยานี้ได้ เพราะฉะนั้น ในวันที่คุณจำเป็นต้องใช้มันจริงๆ ก็คงจะหมดกังวลไปได้ไม่มากก็น้อยแล้วใช่ไหมละค่ะ

การดูแลผิวแบบผิดๆ โดยไม่รู้ตัว

การดูแลผิวถือเป็นกิจวัตรประจำวันโดยทั่วไปที่ใครๆ ก็ทำกัน แต่หากว่าวิธีการดูแลผิวที่เราทำอยู่ในทุกวันหรือหลายๆ เคล็ดลับที่เราสรรหามาไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดซ้ำยังเป็นการทำร้ายผิวของเราแทนล่ะ ซึ่งบางท่านก็อาจจะไม่ทันได้สังเกตหรือเอะใจด้วยซ้ำว่าบางวิธีนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดผลดีแล้วยังส่งผลเสียเป็นอย่างมากอีกด้วย

การดูแลผิว

การล้างเครื่องสำอาง

ในบางวันที่คุณต้องแต่งหน้าแบบจัดเต็มแค่ใช้โฟมล้างหน้าคงไม่พอสำหรับการทำความสะอาดได้อย่างหมดจด ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางที่มีความอ่อนโยนต่อผิวและสามารถทำความสะอาดได้อย่างล้ำลึก เริ่มตั้งแต่รอบดวงตาตามด้วยผิวหน้า เมื่อเช็ดคราบเครื่องสำอางออกหมดแล้วจึงค่อยเข้าสู่ขั้นตอนการทำความสะอาดปกติ

เลือกใช้ออยล์ทำความสะอาดผิวหน้า

คุณจะได้ทั้งการทำความสะอาดและการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าในเวลาเดียวกัน การใช้ออยล์จะไม่นำไปสู่การเกิดสิวอย่างที่ใครหลายคนกังวล อีกทั้งยังไม่ทิ้งสารตกค้างเอาไว้อีกด้วย

สครับผิวมากเกินไป

แม้ว่าจะไม่มีการทิ้งร่องรอยหรือผื่นแดงไว้ให้เห็นเป็นหลักฐานโดยทันที แต่การสครับผิวมากเกินไปคือการทำร้ายผิวใต้ผิวหนังได้อีกทางหนึ่ง เมื่อผ่านการขัดถูซ้ำๆ ไปในระยะหนึ่งจะนำไปสู่การเกิดริ้วรอยยิ่งในบริเวณที่อ่อนโยนมากเพียงใดก็จะยิ่งส่งผลเร็วเท่านั้น

เปลี่ยนปลอกหมอนบ้าง

ในยามที่คุณนอนหลับผิวหน้าของคุณจะสัมผัสโดนกับปลอกหมอนที่ไม่ได้ซักมาแรมเดือนของคุณเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมงในแต่ละคืน คิดดูสิว่าใบหน้าของคุณจะเผชิญกับความสกปรกมากแค่ไหน

ล้างหน้าบ่อยเกินไป

การล้างหน้าบ่อยๆ มีแนวโน้มจะทำให้เกิดปัญหาริ้วรอยก่อนวัยอันควร ผิวแห้งและร้ายไปกว่านั้นคือปัญหาสิว ดังนั้นแค่ล้างหน้าตอนเช้าและก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว แต่หากหลีกเลี่ยงการทำความสะอาดผิวไม่ได้จริงๆ แนะนำให้ใช้กระดาษเช็ดหน้าจะดีกว่า

ใช้น้ำร้อนมากเกินไป

ไม่ว่าจะสำหรับการล้างหน้าหรืออาบน้ำ การใช้น้ำร้อนหรือน้ำอุ่นบ่อยๆ จะส่งผลให้เกิดอาการผิวแห้ง รอยแดงจากอุณหภูมิที่สูงเกินไปหรือกระทั่งปัญหาริ้วรอย เปลี่ยนมาใช้น้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิปกติจะช่วยให้รูขุมขนของคุณกระชับมากยิ่งขึ้น

หากรู้อย่างนี้แล้วก็อย่าลืมสังเกตพฤติกรรมการทำความสะอาดผิวของตัวคุณเองดู ว่าสิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุดสำหรับผิวคุณมันดีแล้วจริงๆ ไม่ใช่การทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว