ทานยาเลื่อนประจำเดือนอย่างไรให้ปลอดภัย

ประจำเดือน
ประจำเดือน

ประจำเดือน เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าคุณผู้หญิงยังเป็นสาวๆอยู่ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ประจำเดือนหมดไป นั่นก็หมายความว่าคุณจะหมดโอกาสที่จะให้กำเนิดลูก หรือเป็นช่วงวัยที่ฮอร์โมนในร่างกายไม่ปกติเหมือนเดิมอีกแล้ว
ซึ่งทำให้ประจำเดือนถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากต่อชีวิตของคุณผู้หญิง

แม้ว่ามันจะจำเป็นมากแค่ไหน สาวๆหลายคนก็ยังเข็ดขยาดกับการมาของมัน เพราะประจำเดือนจะสร้างความไม่สบายใจ ไม่สบายตัว และทำให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างยากลำบากมากขึ้นทั้งเวลากลางวันและกลางคืน

ยิ่งถ้าเดือนไหนประจำเดือนของคุณมาพร้อมๆกับแพลนเที่ยว ความยากลำบากในชีวิตจะเกิดขึ้นทันที ไหนจะกิจกรรมเที่ยวทะเล ดำน้ำดูปะการัง หรือเล่นน้ำสงกรานต์ ประจำเดือนล้วนแต่เป็นอุปสรรคต่อชีวิตของคุณทั้งสิ้น
และทำให้วันหยุดของคุณหมดสนุกไปได้ง่ายๆ

ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงเลือกทางออกด้วยการใช้ “ยาเลื่อนประจำเดือน” เลื่อนประจำเดือนที่ควรจะมาตอนนี้ให้ช้าออกไป ช่วงเวลาที่ไปเที่ยวจะได้ปลอดภัยไม่ต้องคอยกังวลเรื่องนี้ให้วุ่นวาย อย่างไรก็ตาม การฝืนธรรมชาติแบบนี้คงไม่ได้ผ่านมาแล้วผ่านไป เพราะจะมีผลต่อร่างกายเกิดขึ้นด้วย แต่จะมีมากหรือน้อยแค่ไหน ใครที่กำลังเป็นกังวลอยู่ต้องมาลองศึกษาเรื่องนี้กันให้ละเอียด เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

โดยทั่วไปแล้ว ยาเลื่อนประจำเดือนที่สาวๆใช้กันอย่างแพร่หลายจะเป็นยาเม็ดที่มีตัวยาสำคัญ เป็น นอร์-เอ-ทีส-เตอ-โรน (Norethisterone) หรือในชื่อทางการค้าว่า “ปรี-โม-ลุท-เอ็น (Primolut® N)“

ตัวยานี้จะมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนหรือฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของผู้หญิง ซึ่งการรับประทานยาชนิดนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆปัจจัย เพราะไม่ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะทานได้เสมอไปทั้งนี้ ถ้าคุณเข้าข่ายที่จะมีอาการเช่นนี้ ห้ามใช้ยาตัวดังกล่าวเด็ดขาด
1. กำลังตั้งครรภ์ หรือหญิงกำลังให้นมลูก

ยาเลื่อนประจำเดือนมีผลต่อทารกในครรภ์โดยเฉพาะทารกเพศหญิง ซึ่งอาจทำให้พัฒนาการของอวัยวะเพศภายนอกเปลี่ยนแปลงไปคล้ายกับเพศชายได้ ในขณะที่หญิงที่กำลังให้นมบุตรก็ไม่ควรทานยาตัวนี้เช่นกัน เนื่องจาก ตัวยาสามารถปนออกมากับน้ำนม
และเข้าสู่ร่างกายลูกน้อยได้

2. หญิงที่สูบบุหรี่ เป็นโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคหัวใจ

เนื่องจาก ยาตัวนี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการหลอดเลือดอุดตันได้
3. หญิงที่เป็นโรคตับขั้นรุนแรง

ตับเป็นอวัยวะกำจัดสารพิษ ดังนั้น หากตับทำงานไม่ดีก็จะทำให้เกิดการสะสมของตัวยาในร่างกายได้
4. หญิงที่เป็นนมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งที่อวัยวะเพศ

เนื่องจากยาตัวนี้อาจส่งเสริมการเจริญเติบโตของเนื้อร้ายได้ ถึงแม้จะรักษาหายแล้วก็ไม่ควรทาน เพราะอาจกระตุ้นให้เนื้อร้ายกลับมาอีกครั้งได้

นอกจากต้องรู้ว่าใครทานได้ทานไม่ได้แล้ว หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สามารถทานได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะทานเท่าไหร่ก็ได้ โดยคุณก็ต้องรู้คำแนะนำในการใช้ยาเลื่อนประจำเดือนด้วย ดังข้อมูลต่อไปนี้

1. ทานยาตอนไหนให้ได้ผล หากต้องการให้ยามีผลดีที่สุด ควรใช้ยาเลื่อนประจำเดือนก่อนวันที่คาดว่าจะมีประจำเดือน อย่างน้อย 3 วัน

2. ทานครั้งละเท่าไหร่    รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง (เช้าและเย็น) หรือวันละ 3 ครั้ง (เช้า กลางวัน และเย็น) ทานจนกว่าจะผ่านช่วงที่คุณไม่อยากมีประจำเดือน แต่ไม่ควรใช้ยานานเกิน 2 สัปดาห์

3. ประจำเดือนจะกลับมาเมื่อไหร่ และมีผลต่อรอบถัดไปอย่างไร หลังจากหยุดยา ประจำเดือนจะกลับมาภายใน 2-3 วัน โดยรอบใหม่จะมาเป็นปกติ เหมือนเราเริ่มรีเซตวันแรกของประจำเดือนใหม่ แต่หากหยุดใช้ยาเกิน 1 สัปดาห์แล้วประจำเดือนยังไม่มา ควรรีบเข้าปรึกษาแพทย์ทันที

4. รับประทานยาคุมกำเนิดอยู่ สามารถใช้ยาเลื่อนประจำเดือนได้หรือไม่? คุณสามารถใช้ยาสองชนิดนี้พร้อมกันได้ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น ทั้งนี้ ให้ใช้หลักการเดียวกับยา นอร์-เอ-ทีส-เตอ-โรน คือ ให้รับประทานเฉพาะเม็ดที่ประกอบด้วยตัวยา (ไม่ใช่เม็ดยาหลอกที่เป็นเม็ดแป้ง) เพื่อป้องกันไม่ให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมา แต่ถ้าจะให้ดี ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรร่วมด้วย

5. ผลข้างเคียงหากรับประทานยาเลื่อนประจำเดือนบ่อยๆ อาจพบอาการไม่พึงประสงค์ต่างๆ เช่น รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนมาถี่แต่กะปริบกะปรอย หรือประจำเดือนขาด ปวดศีรษะ คัดตึงเต้านม คลื่นไส้และเวียนศีรษะ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่ายาเลื่อนประจำเดือนค่อนข้างมีประโยชน์ต่อสาวๆในวัยเจริญพันธุ์ ทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่ไม่อยากให้มีประจำเดือนได้ง่ายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การพยายามฝืนธรรมชาติย่อมไม่ใช่เรื่องดี และเป็นการทำร้ายตัวเองทีละน้อยๆ ซึ่งเราอาจไม่เห็นผลร้ายของมันตั้งแต่ในครั้งแรก แต่หากเราเคยชินและใช้มันแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ ปัญหาก็จะเกิดขึ้นในที่สุด

ดังนั้น ก่อนการใช้ยาเลื่อนประจำเดือนทุกครั้งจึงควรพิจารณาให้รอบคอบ ถามตัวเองว่าคุณจำเป็นใช้มันจริงๆหรือไม่ และใช้ด้วยวิธีที่ถูกต้อง ในปริมาณที่พอเหมาะพอดี

จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียจากการใช้ยานี้ได้ เพราะฉะนั้น ในวันที่คุณจำเป็นต้องใช้มันจริงๆ ก็คงจะหมดกังวลไปได้ไม่มากก็น้อยแล้วใช่ไหมละค่ะ