อาหารค้างคืน ต้มตุ๋น เสี่ยงลุ้นมะเร็ง

อาหารค้างคืน
อาหารค้างคืน

คนไทยเป็นโรคขี้เสียดาย เวลาทำอาหารแล้วเหลือก็มักจะเก็บเอาไว้ในตู้เย็น แล้วนำมาอุ่นกินต่อในวันรุ่งขึ้น และอุ่นซ้ำๆจนกว่าอาหารนั้นจะหมด ซึ่งการที่เรารับประทานอาหารที่ทำไว้ค้างคืน มีการต้ม ตุ๋น หรืออุ่นนานๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการก่อสร้างก่อมะเร็งได้ เรื่องนี้จะเป็นอย่างไร มาหาคำตอบไปพร้อมๆกันเลยค่ะ

อาหารเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆในชีวิตของเรา เพราะเป็นสิ่งที่เราต้องบริโภคเข้าไปทุกวัน วันละหลายๆมื้อ เพื่อประทังชีวิตให้เติบโตได้ แต่ในขณะเดียวกัน อาหารก็สามารถทำให้เราป่วยได้เช่นกันหากคุณเลือกรับประทานผิดประเภท หรือไม่ใส่ใจกับการเลือกอาหารที่ดี มีคุณภาพ ซึ่งไม่เพียงแต่การเลือกชนิดอาหารเท่านั้นที่สำคัญ แต่กระบวนการในการปรุงอาหารซึ่งเปลี่ยนจากของดิบเป็นของสุกก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพไม่น้อย และหากรับประทานอาหารที่ผ่านความร้อนอย่างต่อเนื่องนานๆ ก็จะก่อให้เกิดโรคได้

สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่คุณควรทราบไว้ ก็คือ การรับประทานอาหารที่ผ่านกระบวนการมากๆ ผ่านความร้อนนานๆ จะทำให้คุณได้รับประโยชน์จากมันน้อยลง ทำให้คุณค่าโภชนาการในอาหารลดลง และการที่เราเปลี่ยนแปลงมันหรือใช้เวลาในการประกอบอาหารนานๆ อาหารก็อาจจะก่อให้เกิดสารพิษบางอย่าง ที่อาจมีผลอย่างยิ่งต่อสุขภาพในอนาคตได้

อาหารที่ผ่านกระบวนการมากๆ หรือการอุ่นอาหารซ้ำซาก อาจหมายถึงอาหารที่ถูกตุ๋นเป็นระยะเวลานานเกินกว่า 4 ชั่วโมง เช่น อาหารจำพวกพะโล้ หรือหมายรวมไปถึงอาหารสำเร็จรูปที่ซื้อมารับประทานแล้วทานไม่หมด จึงต้องนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อรออุ่นกินใหม่ในมื้อถัดไปด้วย

เหตุผลที่อาหารที่ผ่านความร้อนนานๆไม่ดีต่อสุขภาพของเรา ก็เพราะเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโมเลกุลอาหาร โดยเฉพาะส่วนที่เป็นโปรตีน โดยเมื่อโปรตีนจากเนื้อสัตว์ถูกความร้อนจากการทำอาหาร ไม่ว่าจะเป็นการเคี่ยว การต้ม หรือการตุ๋นเป็นเวลานาน อาหารจานนั้นก็จะมีโอกาสตรวจพบสารในกลุ่ม “เฮตเตอโรไซคลิกเอมีน (heterocyclic amine)” มากขึ้น ฟังแค่ชื่ออาจไม่คิดว่ามันเป็นอันตราย แต่ถ้าเราบอกคุณว่าสารตัวนี้มันเป็นสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ละ คุณเริ่มกลัวมากขึ้นแล้วหรือยัง

อย่าเพิ่งกังวลไปค่ะ มาทำความรู้จักกับสารในกลุ่มเฮตเตอโรไซคลิกเอมีนนี้กันก่อนดีกว่า สารในกลุ่มเฮตเตอโรไซคลิกเอมีนสามารแบ่งสารพิษได้ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มที่เกิดขึ้นในระดับความร้อนไม่สูงหรือน้อยกว่า300 องศาเซลเซียส กลุ่มนี้จะเป็นการรวมตัวกันของครีเอตินีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของน้ำในเนื้อสัตว์ อย่างที่เราจะเห็นกันเวลาที่เอาเนื้อสัตว์ออกจากตู้แช่แข็ง ก็มักจะมีของเหลวไหลออกมาเวลา และอีกตัวก็คือเมลลาร์ดรีแอคชันโพรดักซ์ ซึ่งเป็นสารสีน้ำตาลในเนื้อที่ถูกทอดหรือตุ๋น

2. กลุ่มที่เกิดขึ้นในระดับความร้อนสูงมากกว่า 300 องศาเซลเซียส จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกรดอะมิโนในเนื้อสัตว์ระหว่างปรุงอาหาร ยกตัวอย่างเช่น การปิ้ง การย่าง เป็นต้น

ทั้งนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะในเนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ในอาหารอื่นๆเช่นผักที่ถูกต้มหรือตุ๋นนานๆก็เสี่ยงด้วย เพราะไม่ใช่แค่คุณค่าทางโภชนาการที่จะลดลงเพียงเท่านั้น แต่รสชาติเปลี่ยนไป คุณสมบัติก็เปลี่ยน และหากคุณเก็บอาหารแบบไม่ดี ไร้การควบคุมทั้งอุณหภูมิและความชื้น โอกาสที่จุลินทรีย์จะเข้ามาปนเปื้อนก็เป็นไปได้ และย่อมทำให้เกิดอาการท้องเสียตามมา

หากยังไม่อยากป่วย ยังไม่อยากตายไว ก็ต้องหมั่นดูสุขภาพกันตั้งแต่วันนี้ โดยสิ่งที่เราอยากแนะนำให้คุณทำให้ได้เป็นประจำทุกวัน ก็คือ การรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ ซึ่งมีหลักเกณฑ์ง่ายๆดังนี้

1. กินอาหารให้หลากหลาย ไม่จำเจ และที่สำคัญต้องครบ 5 หมู่

2. กินผักต่างๆ ที่หลากหลาย ไม่จำเจ มื้อละอย่างน้อย 2 ทัพพี

3. กินผลไม้มื้อละ 1 – 2 ส่วน โดยเน้นผลไม่ที่ไม่มีรสหวานมากเกินไป และมีวิตามิน แร่ธาตุ หรือใยอาหารที่เหมาะสม

4. เลือกวัตถุดิบในการปรุงอาหารที่ปลอดภัย ไม่มีสารตกค้างจากยาฆ่าแมลง หรือไร้การปนเปื้อนสารเคมี

5. ลดอาหารหวาน มัน เค็ม หรือใช้กะทิเป็นส่วนประกอบ ส่วนน้ำมันก็ไม่ควรใช้น้ำมันทอดซ้ำ

6. ลดการกินอาหารแปรรูป หรืออาหารที่ใส่สีมากเกินธรรมชาติ ควรกินแต่อาหารที่ปรุงสุกใหม่ ร้อนๆ

7. หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่ปรุงค้างคืน โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนประกอบของกะทิ

8. รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หลักเกณฑ์ที่พิจารณาความปกติง่ายๆ ก็คือ “รอบเอว” โดยผู้ชายไม่ควรมีรอบเอวเกิน 90 ซม. ส่วนผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 ซม.

9. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที และทำให้ได้สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง

10. คิดบวก ไม่คิดมาก ทำจิตใจให้สบาย

หลักเกณฑ์ 10 ข้อนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก อยู่ที่ว่าคุณคิดจะเริ่มทำอย่างจริงจังเมื่อไหร่ เพราะหากคุณเลือกที่จะรับประทานอาหารที่ดี และปฏิบัติตนอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ สุขภาพที่แข็งแรงก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม

และเมื่อคุณพร้อมที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ โรคภัยร้ายๆก็คงไม่กลับมาหาคุณอีก และเพื่อความแข็งแรงและการมีสุขภาพดี อย่าลืมดูแลอาหารการกินของคุณตั้งแต่วันนี้นะคะ

ทานยาเลื่อนประจำเดือนอย่างไรให้ปลอดภัย

ประจำเดือน
ประจำเดือน

ประจำเดือน เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าคุณผู้หญิงยังเป็นสาวๆอยู่ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ประจำเดือนหมดไป นั่นก็หมายความว่าคุณจะหมดโอกาสที่จะให้กำเนิดลูก หรือเป็นช่วงวัยที่ฮอร์โมนในร่างกายไม่ปกติเหมือนเดิมอีกแล้ว
ซึ่งทำให้ประจำเดือนถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากต่อชีวิตของคุณผู้หญิง

แม้ว่ามันจะจำเป็นมากแค่ไหน สาวๆหลายคนก็ยังเข็ดขยาดกับการมาของมัน เพราะประจำเดือนจะสร้างความไม่สบายใจ ไม่สบายตัว และทำให้คุณใช้ชีวิตได้อย่างยากลำบากมากขึ้นทั้งเวลากลางวันและกลางคืน

ยิ่งถ้าเดือนไหนประจำเดือนของคุณมาพร้อมๆกับแพลนเที่ยว ความยากลำบากในชีวิตจะเกิดขึ้นทันที ไหนจะกิจกรรมเที่ยวทะเล ดำน้ำดูปะการัง หรือเล่นน้ำสงกรานต์ ประจำเดือนล้วนแต่เป็นอุปสรรคต่อชีวิตของคุณทั้งสิ้น
และทำให้วันหยุดของคุณหมดสนุกไปได้ง่ายๆ

ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงเลือกทางออกด้วยการใช้ “ยาเลื่อนประจำเดือน” เลื่อนประจำเดือนที่ควรจะมาตอนนี้ให้ช้าออกไป ช่วงเวลาที่ไปเที่ยวจะได้ปลอดภัยไม่ต้องคอยกังวลเรื่องนี้ให้วุ่นวาย อย่างไรก็ตาม การฝืนธรรมชาติแบบนี้คงไม่ได้ผ่านมาแล้วผ่านไป เพราะจะมีผลต่อร่างกายเกิดขึ้นด้วย แต่จะมีมากหรือน้อยแค่ไหน ใครที่กำลังเป็นกังวลอยู่ต้องมาลองศึกษาเรื่องนี้กันให้ละเอียด เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

โดยทั่วไปแล้ว ยาเลื่อนประจำเดือนที่สาวๆใช้กันอย่างแพร่หลายจะเป็นยาเม็ดที่มีตัวยาสำคัญ เป็น นอร์-เอ-ทีส-เตอ-โรน (Norethisterone) หรือในชื่อทางการค้าว่า “ปรี-โม-ลุท-เอ็น (Primolut® N)“

ตัวยานี้จะมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนหรือฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของผู้หญิง ซึ่งการรับประทานยาชนิดนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆปัจจัย เพราะไม่ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะทานได้เสมอไปทั้งนี้ ถ้าคุณเข้าข่ายที่จะมีอาการเช่นนี้ ห้ามใช้ยาตัวดังกล่าวเด็ดขาด
1. กำลังตั้งครรภ์ หรือหญิงกำลังให้นมลูก

ยาเลื่อนประจำเดือนมีผลต่อทารกในครรภ์โดยเฉพาะทารกเพศหญิง ซึ่งอาจทำให้พัฒนาการของอวัยวะเพศภายนอกเปลี่ยนแปลงไปคล้ายกับเพศชายได้ ในขณะที่หญิงที่กำลังให้นมบุตรก็ไม่ควรทานยาตัวนี้เช่นกัน เนื่องจาก ตัวยาสามารถปนออกมากับน้ำนม
และเข้าสู่ร่างกายลูกน้อยได้

2. หญิงที่สูบบุหรี่ เป็นโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคหัวใจ

เนื่องจาก ยาตัวนี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการหลอดเลือดอุดตันได้
3. หญิงที่เป็นโรคตับขั้นรุนแรง

ตับเป็นอวัยวะกำจัดสารพิษ ดังนั้น หากตับทำงานไม่ดีก็จะทำให้เกิดการสะสมของตัวยาในร่างกายได้
4. หญิงที่เป็นนมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งที่อวัยวะเพศ

เนื่องจากยาตัวนี้อาจส่งเสริมการเจริญเติบโตของเนื้อร้ายได้ ถึงแม้จะรักษาหายแล้วก็ไม่ควรทาน เพราะอาจกระตุ้นให้เนื้อร้ายกลับมาอีกครั้งได้

นอกจากต้องรู้ว่าใครทานได้ทานไม่ได้แล้ว หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สามารถทานได้ ก็ไม่ใช่ว่าจะทานเท่าไหร่ก็ได้ โดยคุณก็ต้องรู้คำแนะนำในการใช้ยาเลื่อนประจำเดือนด้วย ดังข้อมูลต่อไปนี้

1. ทานยาตอนไหนให้ได้ผล หากต้องการให้ยามีผลดีที่สุด ควรใช้ยาเลื่อนประจำเดือนก่อนวันที่คาดว่าจะมีประจำเดือน อย่างน้อย 3 วัน

2. ทานครั้งละเท่าไหร่    รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง (เช้าและเย็น) หรือวันละ 3 ครั้ง (เช้า กลางวัน และเย็น) ทานจนกว่าจะผ่านช่วงที่คุณไม่อยากมีประจำเดือน แต่ไม่ควรใช้ยานานเกิน 2 สัปดาห์

3. ประจำเดือนจะกลับมาเมื่อไหร่ และมีผลต่อรอบถัดไปอย่างไร หลังจากหยุดยา ประจำเดือนจะกลับมาภายใน 2-3 วัน โดยรอบใหม่จะมาเป็นปกติ เหมือนเราเริ่มรีเซตวันแรกของประจำเดือนใหม่ แต่หากหยุดใช้ยาเกิน 1 สัปดาห์แล้วประจำเดือนยังไม่มา ควรรีบเข้าปรึกษาแพทย์ทันที

4. รับประทานยาคุมกำเนิดอยู่ สามารถใช้ยาเลื่อนประจำเดือนได้หรือไม่? คุณสามารถใช้ยาสองชนิดนี้พร้อมกันได้ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น ทั้งนี้ ให้ใช้หลักการเดียวกับยา นอร์-เอ-ทีส-เตอ-โรน คือ ให้รับประทานเฉพาะเม็ดที่ประกอบด้วยตัวยา (ไม่ใช่เม็ดยาหลอกที่เป็นเม็ดแป้ง) เพื่อป้องกันไม่ให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมา แต่ถ้าจะให้ดี ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรร่วมด้วย

5. ผลข้างเคียงหากรับประทานยาเลื่อนประจำเดือนบ่อยๆ อาจพบอาการไม่พึงประสงค์ต่างๆ เช่น รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนมาถี่แต่กะปริบกะปรอย หรือประจำเดือนขาด ปวดศีรษะ คัดตึงเต้านม คลื่นไส้และเวียนศีรษะ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่ายาเลื่อนประจำเดือนค่อนข้างมีประโยชน์ต่อสาวๆในวัยเจริญพันธุ์ ทำให้คุณสามารถใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่ไม่อยากให้มีประจำเดือนได้ง่ายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การพยายามฝืนธรรมชาติย่อมไม่ใช่เรื่องดี และเป็นการทำร้ายตัวเองทีละน้อยๆ ซึ่งเราอาจไม่เห็นผลร้ายของมันตั้งแต่ในครั้งแรก แต่หากเราเคยชินและใช้มันแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ ปัญหาก็จะเกิดขึ้นในที่สุด

ดังนั้น ก่อนการใช้ยาเลื่อนประจำเดือนทุกครั้งจึงควรพิจารณาให้รอบคอบ ถามตัวเองว่าคุณจำเป็นใช้มันจริงๆหรือไม่ และใช้ด้วยวิธีที่ถูกต้อง ในปริมาณที่พอเหมาะพอดี

จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียจากการใช้ยานี้ได้ เพราะฉะนั้น ในวันที่คุณจำเป็นต้องใช้มันจริงๆ ก็คงจะหมดกังวลไปได้ไม่มากก็น้อยแล้วใช่ไหมละค่ะ